Skip to Content

Edge AI Hardware 101 – เริ่มต้นเลือกอุปกรณ์อย่างไรดี?

Edge AI กำลังมาแรง แต่จะเริ่มยังไงดี? บทความนี้สรุปวิธีเลือก Edge AI Hardware ตั้งแต่ Raspberry Pi 5 ถึง Radxa พร้อม use case จริง เริ่มต้น Edge AI ในปี 2026 แบบเข้าใจง่าย
19 มกราคม ค.ศ. 2026 โดย
Surasak Popwandee
| ยังไม่มีความคิดเห็น

ถ้าคุณเคยสงสัยว่า “Edge AI คืออะไร ทำไมใคร ๆ ก็พูดถึง” หรือ “อยากเริ่มทำ Edge AI ต้องเริ่มตรงไหน” "อุปกรณ์ตัวไหนเหมาะกับเรา"

บทความนี้จะพาคุณปูพื้นฐานให้เข้าใจแบบไม่วิชาการเกินไป แต่ ตัดสินใจเลือกอุปกรณ์ได้จริง ในปี 2026

วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับพื้นฐานของ Edge AI Hardware กันแบบเข้าใจง่ายๆ ไม่ซับซ้อน พร้อมเคล็ดลับการเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมกับความต้องการของคุณ ไม่ว่าจะเป็นนักเรียนที่อยากลองทำโปรเจกต์สนุกๆ นักพัฒนาที่อยากสร้าง solution จริงจัง หรือธุรกิจ SME ที่กำลังมองหาเทคโนโลยีมาช่วยงาน


Edge Device คืออะไร? ต่างจาก Cloud ยังไง?

Edge AI คือการนำ AI model มาประมวลผล บนอุปกรณ์ปลายทาง (edge devices) เช่น Raspberry Pi หรือ Radxa แทนการส่งข้อมูลทั้งหมดขึ้น Cloud ซึ่งแนวคิดนี้กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของระบบอัจฉริยะยุคถัดไป

ลองนึกภาพว่าคุณมีกล้องวงจรปิดที่บ้าน ถ้าใช้ระบบแบบเดิมๆ กล้องจะต้องส่งวิดีโอทั้งหมดไปประมวลผลที่ Cloud (เซิร์ฟเวอร์ใหญ่ๆ ที่อยู่ไกลโพ้น) แล้วค่อยส่งผลลัพธ์กลับมา กระบวนการนี้ใช้เวลานาน กินแบนด์วิดท์เยอะ และที่สำคัญ—ถ้าอินเทอร์เน็ตขาด ระบบก็จะใช้งานไม่ได้เลย

แต่ถ้าเป็น Edge AI กล้องของคุณจะมี "สมองจิ๋ว" ติดอยู่ตัวเครื่องเลย สามารถประมวลผลและตัดสินใจได้ทันที ไม่ต้องรอส่งข้อมูลไปไหนไกล ผลลัพธ์ก็คือ:

  • เร็วกว่า: ประมวลผลภายในไม่กี่มิลลิวินาที ไม่ต้องรอส่งข้อมูลไป-กลับ

  • ประหยัดพลังงาน: ไม่ต้องส่งข้อมูลก้อนโตผ่านเครือข่าย ลด bandwidth และค่าไฟ

  • ปลอดภัยกว่า: ข้อมูลส่วนตัวไม่ต้องออกจากบ้านคุณ ลดความเสี่ยงรั่วไหล

  • ทำงานได้แม้ offline: ไม่มีเน็ตก็ยังใช้งานได้ปกติ

Edge Device คืออุปกรณ์ที่ทำหน้าที่นี้—มันเป็น "สมอง" ที่ประมวลผล AI ให้กับคุณโดยตรง ณ จุดที่ใช้งาน (ที่ "ขอบ" ของเครือข่าย) ไม่ว่าจะเป็น Raspberry Pi, Radxa, Google Coral, NVIDIA Jetson หรืออุปกรณ์อื่นๆ

Edge AI Concept

ทำไมต้องเลือก Edge AI?

ในปี 2026 นี้ Edge AI กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดด เพราะตอบโจทย์หลายๆ เรื่องที่ Cloud AI ทำไม่ได้ดีพอ:

  1. Real-time Processing: งานที่ต้องการตอบสนองทันที เช่น รถยนต์ไร้คนขับ, โดรนลำเลียง, หุ่นยนต์ในโรงงาน ไม่สามารถรอความหน่วงจาก Cloud ได้

  2. Privacy & Security: โรงพยาบาล, ธนาคาร, หน่วยงานราชการ ไม่อยากส่งข้อมูลออกจากองค์กร

  3. Cost Efficiency: ธุรกิจที่มีอุปกรณ์หลายพันตัว (เช่น กล้องในโรงงาน) จะประหยัดค่า Cloud และ bandwidth ได้มหาศาล

  4. Green Computing: ลดการใช้พลังงานและ carbon footprint จากการส่งข้อมูลไกลๆ ล่าสุดในปี 2026 นี้ เทรนด์ green computing กำลังร้อนแรงมาก โดยเฉพาะการใช้ small AI models ที่ประมวลผลบน edge เพื่อลดพลังงานโดยรวม.

ตัวอย่างการใช้งานที่อาจจะนำมาประยุกต์ใช้ในไทย:

  • เกษตรกรรม: ระบบตรวจวัดโรคพืชด้วยกล้องติดโดรน ทำงานในนา ไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต

  • ท่องเที่ยว: ระบบนับจำนวนนักท่องเที่ยวอัจฉริยะที่วัดดอยสุเทพ เชียงใหม่

  • อุตสาหกรรม: ตรวจสอบคุณภาพสินค้าบนสายพานโดยไม่หยุดโปรดักชัน

Edge AI Device and Hardware

ปัจจัยสำคัญในการเลือก Edge AI Hardware

เวลาเลือกอุปกรณ์ Edge AI มีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา แต่ไม่ต้องกังวล เดี๏ยวเราจะค่อยๆ แกะทีละเรื่องให้เข้าใจง่ายๆ

1. CPU/GPU – สมองหลักของระบบ

CPU (Central Processing Unit) คือตัวประมวลผลหลัก ส่วนใหญ่ใน Edge Device จะใช้ชิป ARM architecture เพราะประหยัดไฟกว่า Intel/AMD แบบคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่ในปี 2026 เทรนด์ RISC-V กำลังมาแรงเพราะ open-source และ customize ได้ง่าย

GPU (Graphics Processing Unit) ช่วยเร่งความเร็วในการคำนวณแบบขนาน เหมาะกับงาน AI ที่ต้องประมวลผลเมทริกซ์ขนาดใหญ่

ตัวอย่าง:

  • Raspberry Pi 5: ARM Cortex-A76 quad-core 2.4GHz + VideoCore VII GPU

  • Radxa Dragon Q6A: Rockchip RK3588S octa-core (4x A76 + 4x A55) + Mali-G610 MP4

2. NPU (Neural Processing Unit) – เครื่องเร่ง AI โดยเฉพาะ

NPU คือชิปพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อรัน AI model โดยเฉพาะ วัดหน่วยเป็น TOPS (Tera Operations Per Second) ยิ่งสูงยิ่งประมวลผลเร็ว (ล่าสุดใน 2026 เรากำลังเห็น NPU ที่ integrate กับ 3D chiplet architectures เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ)

ตัวอย่าง:

  • Radxa Dragon Q6A: มี NPU 6 TOPS ในตัว

  • Raspberry Pi 5: ไม่มี NPU แต่ต่อ Coral TPU ภายนอกได้ (4 TOPS)

  • NVIDIA Jetson Nano: GPU ทรงพลัง 472 GFLOPS แต่กินไฟเยอะกว่า

เคล็ดลับ: ถ้าคุณทำ object detection หรือ image classification แบบจริงจัง มี NPU จะช่วยได้มาก แต่ถ้าแค่ทดลองเล่น CPU+GPU ปกติก็พอใช้ได้

3. RAM – หน่วยความจำ

RAM มีผลต่อจำนวน model และขนาดของ model ที่รันได้พร้อมกัน

  • 2GB: พอสำหรับโปรเจกต์เบสิก (sensor monitoring)

  • 4GB: เหมาะกับงาน computer vision ทั่วไป

  • 8GB: สำหรับ multi-model หรือ complex applications

4. การใช้พลังงาน

สำคัญมากถ้าอุปกรณ์ของคุณต้องทำงาน 24/7 หรือใช้แบตเตอรี่ ในปี 2026 เทรนด์ low-power edge AI กำลังมาแรง โดยเฉพาะ photonic computing ที่ใช้แสงแทนไฟฟ้าเพื่อลดพลังงาน

  • Raspberry Pi 5: ประมาณ 5-10W (ขึ้นกับ load)

  • Radxa Dragon Q6A: ประมาณ 8-15W

  • NVIDIA Jetson Nano: ประมาณ 10-25W

Green Computing Tip: ในปี 2026 เทรนด์ประหยัดพลังงานกำลังร้อนแรง คุณสามารถใช้ solar panel จ่ายไฟให้ Edge Device ได้เลย เหมาะกับงาน outdoor monitoring

5. ราคา – งบประมาณของคุณ

  • Hobby Level (1,500-3,000 บาท): Raspberry Pi Zero 2W, Orange Pi

  • Enthusiast Level (3,000-6,000 บาท): Raspberry Pi 5, Radxa Rock 5C

  • Professional Level (6,000-15,000+ บาท): Radxa Dragon Q6A, NVIDIA Jetson series

อย่าลืมบวกค่าอุปกรณ์เสริม:

  • microSD card: 300-500 บาท

  • Power supply: 300-600 บาท

  • กล้อง: 500-1,500 บาท

  • Cooling (heatsink/fan): 200-400 บาท

6. Community & Support

อย่าประมาท! อุปกรณ์ที่มีคนใช้เยอะจะมี tutorial, library, และการแก้ปัญหาบน forum มากกว่า

ชุมชนไทยใหญ่ที่สุด: Raspberry Pi >> Radxa > Jetson Nano > อื่นๆ

เช็กได้จาก:

  • Facebook Groups (เช่น "Raspberry Pi Thailand")

  • YouTube tutorials ภาษาไทย

  • ร้านขายในไทยที่มี after-sales support

Edge AI project

ภาพรวมตลาด Edge AI Hardware ในปี 2026

มาดูกันว่าตอนนี้มีอะไรให้เลือกบ้าง และแต่ละตัวเหมาะกับใคร

Single Board Computers (SBC)

Raspberry Pi Series – ตัวเลือกอันดับ 1 สำหรับมือใหม่

  • ข้อดี: ชุมชนใหญ่ที่สุด, tutorial เพียบ, หาซื้อง่ายในไทย

  • ข้อเสีย: ไม่มี NPU ในตัว, performance จำกัดสำหรับงานหนัก

  • เหมาะกับ: นักเรียน, hobbyist, โปรเจกต์ต้นแบบ

Radxa Series (Dragon Q6A, Rock 5C) – พลังแรงกว่าในราคาใกล้เคียง

  • ข้อดี: มี NPU ในตัว 6 TOPS, performance สูง, support 4K video

  • ข้อเสีย: ชุมชนเล็กกว่า Pi, documentation น้อยกว่า

  • เหมาะกับ: ผู้พัฒนาที่ต้องการ performance มากขึ้น, งานอุตสาหกรรม

NVIDIA Jetson Series (Nano, Orin Nano) – ระดับโปร

  • ข้อดี: GPU แรงที่สุด, support CUDA, เหมาะกับ deep learning

  • ข้อเสีย: ราคาแพงกว่าเยอะ, กินไฟมาก

  • เหมาะกับ: งาน research, robotics ซับซ้อน, production ระดับสูง

Edge TPU / AI Accelerators

Google Coral TPU – ตัวเสริมสำหรับเพิ่มความแรง

  • รูปแบบ: USB Accelerator, M.2, PCIe

  • Performance: 4 TOPS สำหรับ TensorFlow Lite models

  • ราคา: 2,000-3,000 บาท

  • เหมาะกับ: ใครที่มี Raspberry Pi อยู่แล้วอยากเพิ่ม AI performance

Hailo-8 AI Accelerator – ตัวท็อปใหม่

  • Performance: สูงถึง 26 TOPS

  • ข้อดี: ประหยัดไฟ, รองรับ model หลากหลาย

  • ข้อเสีย: ราคาแพงกว่า Coral (5,000+ บาท)

Intel Neural Compute Stick – ตัวเลือกจาก Intel

  • Performance: พอใช้สำหรับงาน inference

  • ข้อดี: ใช้งานง่าย plug-and-play

  • ข้อเสีย: community น้อยกว่า Coral

Edge AI application

Use Case แต่ละประเภทเหมาะกับ Hardware แบบไหน?

Scenario 1: นักเรียน/มือใหม่อยากเรียนรู้ Edge AI

แนะนำ: Raspberry Pi 5 (4GB) + Camera Module

  • งบ: ประมาณ 4,000-5,000 บาท (ชุดสมบูรณ์)

  • ทำอะไรได้: object detection, face recognition, voice assistant

  • ข้อดี: tutorial เยอะ, เรียนรู้ง่าย, ขายต่อได้ถ้าไม่เล่นแล้ว


Scenario 2: SME อยากทำระบบ QC ในโรงงาน

แนะนำ: Radxa Dragon Q6A + Industrial Camera

  • งบ: ประมาณ 10,000-15,000 บาท/ชุด

  • ทำอะไรได้: ตรวจสอบ defect บนสายพาน real-time

  • ข้อดี: NPU 6 TOPS ทำได้เร็ว, ทนทาน, reliable


Scenario 3: เกษตรกรอยากตรวจโรคพืชด้วยโดรน

แนะนำ: Raspberry Pi 5 + Coral TPU (USB) + พลังงานแบตเตอรี่

  • งบ: ประมาณ 7,000-8,000 บาท

  • ทำอะไรได้: ถ่ายภาพพืชแล้ววิเคราะห์โรคภาคสนาม

  • ข้อดี: เบา, ประหยัดไฟ, ทำงานได้แม้ไม่มีเน็ต


Scenario 4: Researcher ทำ AI Robotics

แนะนำ: NVIDIA Jetson Orin Nano

  • งบ: ประมาณ 20,000+ บาท

  • ทำอะไรได้: SLAM, multi-sensor fusion, complex planning

  • ข้อดี: performance สูงสุด, support library ครบ


Scenario 5: Home Smart Device DIY

แนะนำ: Raspberry Pi Zero 2W + Coral TPU (ถ้าต้องการ AI)

  • งบ: ประมาณ 1,500-3,000 บาท

  • ทำอะไรได้: smart doorbell, plant monitor, pet feeder

  • ข้อดี: ราคาถูก, ขนาดเล็ก, ติดตั้งง่าย

Edge AI Device Hardware

เทรนด์ที่ควรจับตาในปี 2026

Neuromorphic Hardware กำลังมา

Neuromorphic computing เป็นเทคโนโลยีที่เลียนแบบวิธีทำงานของสมองมนุษย์ ใช้พลังงานน้อยมากๆ และประมวลผลแบบ real-time ได้ดีกว่าชิปแบบเดิม ในปี 2026 นี้ มันกำลังกลายเป็นกระแสหลักสำหรับ edge applications ที่ต้องการประสิทธิภาพสูง

ตัวอย่าง:

  • Intel Loihi 2: ใช้ไฟแค่ไม่กี่วัตต์แต่ทำงานได้เร็วมาก

  • BrainChip Akida: สำหรับงาน edge inference พลังงานต่ำมาก

ทำไมต้องรู้ตอนนี้: ในอีก 3-5 ปี neuromorphic chips อาจจะถูกลงและแพร่หลาย ถ้าเราเข้าใจพื้นฐานตั้งแต่วันนี้ จะไม่ตกยุคเมื่อมันเข้ามา


RISC-V Architecture

RISC-V เป็น instruction set architecture แบบ open-source ทางเลือกใหม่นอกจาก ARM กำลังได้รับความนิยมในวง Edge AI เพราะ:

  • ไม่ต้องเสีย license fee

  • customize ได้ตามต้องการ

  • ชุมชน open-source สนับสนุน

บริษัทใหญ่อย่าง Google, Alibaba กำลังพัฒนาชิป RISC-V สำหรับ Edge AI และใน 2026 เราอาจเห็น integration กับ Raspberry Pi หรือ Radxa มากขึ้น


Edge AI + 5G

เมื่อ 5G แพร่หลายมากขึ้นในไทย Edge AI จะยิ่งทรงพลัง เพราะสามารถ:

  • ส่งข้อมูลบางส่วนไป Cloud ได้เร็วมาก (เมื่อจำเป็น)

  • ทำ distributed AI ระหว่างหลายๆ edge device

  • real-time collaboration ระหว่างอุปกรณ์

นอกจากนี้ เทรนด์ photonic computing กำลังผสมกับ edge เพื่อลด latency และ power ลงอีก

Edge AI beginner build

เริ่มต้นยังไง? (Roadmap สำหรับมือใหม่)

ขั้นตอนที่ 1: เริ่มจาก Raspberry Pi 5 (หรือ Pi 4 ถ้างบจำกัด)

  • ซื้อชุด starter kit ที่มีอุปกรณ์ครบ

  • ติดตั้ง OS และ setup พื้นฐาน (เราจะสอนละเอียดในบทถัดไป)

  • ลองรัน pre-trained model ง่ายๆ (เช่น MobileNet)

ขั้นตอนที่ 2: ทำโปรเจกต์เล็กๆ

  • object detection ด้วยกล้อง

  • voice assistant ภาษาไทย

  • smart home sensor

ขั้นตอนที่ 3: เพิ่ม performance ด้วย accelerator

  • ซื้อ Coral TPU ต่อเพิ่ม (ถ้าต้องการความเร็ว)

  • หรือลอง Radxa ที่มี NPU ในตัว

ขั้นตอนที่ 4: สร้างโปรเจกต์ที่ซับซ้อนขึ้น

  • multi-camera system

  • robotics integration

  • production-ready solution


สรุป: เลือกอุปกรณ์ที่เหมาะกับคุณ

ไม่มีอุปกรณ์ตัวไหนที่ "ดีที่สุด" แต่มีแต่อุปกรณ์ที่ "เหมาะที่สุด" สำหรับคุณ

เลือก Raspberry Pi 5 ถ้า:

  • คุณเพิ่งเริ่มต้น

  • อยากมี community และ tutorial เยอะๆ

  • งบประมาณจำกัด (3,000-5,000 บาท)

เลือก Radxa (Dragon Q6A / Rock 5C) ถ้า:

  • ต้องการ performance สูงกว่า

  • งานต้องการ NPU 6 TOPS

  • พร้อมที่จะเรียนรู้ documentation ที่น้อยกว่า

เลือก NVIDIA Jetson ถ้า:

  • ทำงาน research หรือ production level

  • งบพอสบาย (15,000+ บาท)

  • ต้องการ GPU power เต็มที่

เริ่มจาก Coral TPU + Pi ถ้า:

  • มี Pi อยู่แล้ว

  • อยากเพิ่ม AI performance ไม่เยอะ

  • งบเพิ่ม 2,000-3,000 บาท


ขั้นตอนถัดไป

ตอนนี้คุณมีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับ Edge AI Hardware แล้ว! ในบทต่อไปเราจะ deep dive เข้าไปใน Raspberry Pi 5 กันแบบจัดเต็ม—ตั้งแต่ specs, ข้อดี-ข้อจำกัด, ตัวอย่างโปรเจกต์ ไปจนถึงที่ซื้อในไทยและราคา

หรือถ้าคุณสนใจอยากรู้เปรียบเทียบกับตัวอื่นก่อน สามารถกระโดดไปอ่าน บทที่ 4: เปรียบเทียบ Edge Devices ได้เลย


Resources เพิ่มเติม

📚 บทความแนะนำ: "Edge AI Fundamentals" – เรียนรู้พื้นฐาน Edge AI แบบ hands-on

🛒 Hardware Kit: ดู Raspberry Pi 5 Starter Kit พร้อมอุปกรณ์ครบชุด

💬 Community: เข้าร่วมกลุ่ม Facebook "Edge AI Thailand" เพื่อพูดคุยและแชร์ประสบการณ์

Tags: #EdgeAI #RaspberryPi #Radxa #AIHardware #EdgeComputing #Tutorial2026 #เรียนรู้AI #EdgeAIไทย

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Edge AI Hardware and Platform ที่จะพาคุณไปสู่การเป็นผู้เชี่ยวชาญ Edge AI แบบครบวงจร ติดตามบทต่อไปได้ทุกสัปดาห์!

ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อแสดงความคิดเห็น